ดูแลตัวเอง

ความสุขที่ได้ขยับตัววิ่งออกกำลังกาย

ในโลกนี้มีสิ่งดีๆ หลายอย่าง สิ่งที่สวยงาม สิ่งที่เราไม่อาจมองเห็นมันด้วยตา ไม่อาจใช้มือจับต้องมันได้ แต่เราสามารถสัมผัสรับรู้มันได้ด้วยหัวใจ หนึ่งในนั้นคือความรู้สึกดีๆ ที่เกิดขึ้นในขณะที่เราวิ่ง

ประสบการณ์ที่ได้รับจากการวิ่งนั้น อาจแตกต่างกันไป เราจำได้ว่าช่วงเแรกๆ ที่ออกไปวิ่งนั้น เราก็เริ่มเข้าใจว่า รู้สึกเศร้าน้อยลง ใจเราสงบลงมากขึ้น ไม่กี่นาทีหลังจากที่เหนื่อยหอบ เราก็หยุดคิดเรื่องร้ายๆ ไปจนหมด และความคิดที่สงบลงนี้เองที่ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย

ความกังวลไม่อาจเข้าครอบงำจิตใจ เพราะภายในใจไม่มีพื้นที่ว่างให้กังวล เพราะสนใจแต่เพียงแค่ความรู้สึกตรงเท้าที่สัมผัสกับพื้น สมาธิจดจ่ออยู่กับการที่ต้องคอยหลบไม่ให้วิ่งชนคนอื่น และความรู้สึกเจ็บที่เท้า

เรารู้มาว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นมันเกี่ยวข้องกับฮอร์โมนส์ที่ชื่อ Cortisol ฮอร์โมนความเครียดที่ร่างกายหลั่งออกมาเมื่อเราอยู่ในสภาวะสู้หรือหนี นักวิทยาศาสตร์พบว่าเมื่อเราออกกำลังกาย ระดับของฮอร์โมน Cortisol ก็จะลดต่ำลง และเราก็จะรู้สึกเครียดน้อยลง

การออกกำลังกายจะเปลี่ยนความคิดที่มีต่ออาการของโรควิตกกังวล เพราะผลของการออกกำลังกายมันจะคล้ายๆ กับการเปลี่ยนแปลงของร่างกายในตอนที่เรากังวล เช่น หัวใจเต้นเร็วขึ้น เหงื่อออก อะดรีนาลีนหลั่งออกมามากขึ้น

มันจะทำให้เราเข้าใจและแปลความหมายของอาการทางร่างกายนี้ใหม่ ว่าหัวใจที่เต้นเร็วขึ้น หายใจไม่ทัน หรือเหงื่อที่ออกมานั้น ไม่ใช่สัญญาณที่บอกว่าหัวใจจะวาย แต่เป็นการตอบสนองของร่างกายเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ หลังจากที่เริ่มออกกำลังกาย มันจะช่วยให้เราแปลความหมายของอาหารเหล่านี้ใหม่

นั่นหมายความว่าคนที่เป็นโรควิตกกังวล เมื่อได้ออกกำลังกาย ก็จะทำให้ร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลง และเค้าก็จะเริ่มเรียนรู้ถึงความสัมพันธ์แบบใหม่ในทางที่ดีขึ้น ต่อไปเมื่อไหร่ที่เกิดความกังวล ก็จะช่วยทำให้ไม่กลัวหรือตื่นตระหนกมากเกินไป

นอกจากนั้นการออกกำลังกายยังส่งผลในระดับประสาท มันจะเปลี่ยนแปลงสมองของเราเช่น เปลี่ยนการเชื่อมโยงในสมองส่วน Hippocampus เพิ่มการเชื่อมต่อใหม่ๆ ในพื้นที่ที่รับมือกับอารมณ์ความรู้สึก ดังนั้นการออกกำลังกายจึงทำให้เรารับมือกับความเครียดได้ดียิ่งขึ้น

เราเพิ่งอ่านหนังสือ The Joy of Movement: How exercise helps us find happiness, hope, connection, and courage หนังสือที่บอกเล่าประสบการณ์ที่เกี่ยวกับการออกกำลังกาย ช่วยให้เราเข้าใจมากขึ้นว่ามันเกิดอะไรบ้างในตอนที่เราออกไปวิ่ง ให้เราได้มุมมองใหม่ที่เกี่ยวข้องกับการออกกำลังกาย

Runner’s high ความสุขที่อดทนได้

ลองนึกถึงนักกีฬา นักวิ่งมาราธอน เราจะเคยเห็นว่าบางคนทำหน้ามีความสุขมาก ทั้งๆ ที่เค้าเหล่านั้นวิ่งมาแล้วกว่า 40 กิโลเมตร บางคนอาจจะไม่เข้าใจว่าทำไมต้องสร้างความลำบากให้ตัวเอง ทำไมต้องเอาตัวไปอยู่ในสถานการณ์ที่ทั้งเหนื่อยและทั้งเจ็บ สงสัยว่าอะไรคือรางวัลที่เราจะได้รับ?

สำหรับบางคน ความสุข ความรู้สึกดีที่เกิดขึ้นจากการวิ่งออกกำลังกายเป็นตัวที่ล่อให้เราออกไปวิ่งได้เรื่อยๆ ความรู้สึกที่เกิดขึ้นนั้นคงคล้ายกับเวลาที่เราชอบใคร แล้วคนนั้นก็ชอบเราด้วย มันทำให้เกิดเป็นความรู้สึกดีที่ได้ทำ และรู้สึกดีที่เห็นคนอื่นๆ ทำไปด้วยกัน

และไม่ใช่แค่การวิ่งเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการออกกำลังกายแบบอื่นๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็นว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน แม้กระทั่งโยคะ ความสุขที่เกิดขึ้นนั้น มันเกิดหลังจากที่เราพยายามมากพอ เป็นวิธีที่สมองให้รางวัลจากการที่เราอดทนและพยายาม

ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมอะไรก็ตามที่ทำให้เราทำมันได้เรื่อยๆ และมันทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น ก็เพียงพอแล้วที่จะกระตุ้นสมองให้รางวัลสำหรับการที่เราไม่หยุด ไม่ยอมแพ้

ไม่จำเป็นต้องใส่ใจ ไม่ต้องวัดประสิทธิภาพ ไม่ต้องสนใจว่าจะทำได้มากเท่าไหร่ ไม่ต้องสนใจความเร็ว ไม่ต้องสนใจระยะทางที่ต้องวิ่งให้ถึง สิ่งที่เราต้องทำคืออะไรก็ตามที่มันยากพอประมาณ มากพอที่จะทำให้เราทำต่อไปได้เรื่อยๆ ประมาณ 20 นาที เพราะ Runner’s high ที่เกิดขึ้นนั้น มันไม่ใช่ความสุขจากการวิ่ง แต่เป็นความสุขจากการที่เราอดทนได้

ความอดทนคือกุญแจสำคัญที่จะทำให้เกิดความสุขจากการออกกำลังกาย อาจฟังดูแปลกถ้าเราจะอดทนเพื่อที่จะได้รับสารเคมีเป็นรางวัล แต่สารแห่งความสุขนั้นก็สร้างขึ้นมาเพื่อเป็นรางวัลที่จะทำให้เราอดทน เป็นผลจากการคัดเลือกตามธรรมชาติที่ช่วยให้เรามุ่งมั่นไล่ตามเป้าหมายและไปต่อถึงแม้ว่ามันจะลำบาก

ความสุขจากการออกกำลังกายเป็นเพียงรางวัลที่ได้รับชั่วคราวที่พาเราไปยังเป้าหมายที่ใหญ่กว่า สำหรับหลายคน ประสบการณ์จากความอดทนช่วยให้การออกกำลังกายมีความหมาย เป็นการฝึกฝนตนเองให้ดียิ่งขึ้น และนั่นก็ทำให้กลายเป็นรางวัลที่ใหญ่กว่า

Endocannabinoids เป็นสารที่บอกเราว่า อย่ากังวล จงมีความสุข เป็นสารเคมีที่ให้เรารู้สึกมีความสุขกับสิ่งที่กำลังทำ สมองส่วนที่ปรับการตอบสนองต่อความเครียด เช่น Amygdala และ Prefrontal cortex เป็นสมองส่วนที่มีตัวรับ Endocannabinoids และเมื่อโมเลกุล Endocannabinoids จับกับตัวรับเหล่านี้ มันก็จะช่วยลดความกังวล และทำให้สุขใจ นอกจากนั้นยังช่วยเพิ่มสารโดปามีน (Dopamine) ในสมองส่วนที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการให้รางวัล ช่วยให้เราคิดในแง่บวก ช่วยให้มองโลกในแง่ดี

นอกจากจะทำให้ลดความกังวลและทำให้มีความสุข มันยังช่วยให้เราใกล้ชิดกับคนอื่นมากขึ้น ยิ่งมีสารนี้มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเพิ่มความพึงพอใจที่ได้อยู่รอบๆ คนอื่นๆ เป็นรางวัลสำหรับการแบ่งปันและทำงานร่วมมือกัน ทำให้รู้สึกดีที่ได้ทำกิจกรรมร่วมกับคนอื่น และมุ่งไปยังเป้าหมายเดียวกัน

ยิ่งเราวิ่งมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้เราได้รับรางวัลมากขึ้น เพราะการออกกำลังกายมันจะไปเปลี่ยนสมองโดยการเพิ่มจุดที่เรารับสาร Endocannabinoids สมองเราจะไวต่อความรู้สึกดีที่ไปกระตุ้นระบบ Endocannabinoid มันทำให้เราออกกำลังกายและมีความสุขมากขึ้น

มันทำให้เราเข้าหาคนอื่นง่ายขึ้น ทำให้เราเข้าหาคนอื่นมากขึ้น ทำให้รู้สึกว่าเป็นหนึ่งเดียวกัน ทำให้ใกล้ชิดกันร่วมมือกันมากขึ้น

ทุ่มเทใจให้กับการออกกำลังกาย

สำหรับคนที่ออกกำลังกายเป็นประจำ วันไหนที่ไม่ได้ไปออกกำลังกายตามปกติ ก็อาจทำให้เกิดอาการเครียดกังวล ถ้าห่างหายไปอาทิตย์นึงอาจทำให้เกิดอารมณ์แปรปรวน นอนไม่หลับเอาได้

กิจกรรมออกกำลังกายส่งผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางจิตใจ ส่งผลต่อระบบสารสื่อประสาทได้เช่นเดียวกับยาเสพติด เช่น กัญชาหรือโคเคน อาการอยากของคนที่ขาดการออกกำลังกายก็คงคล้ายกับคนที่อยากยาเสพติด

คนที่ออกกำลังกายเป็นประจำ เวลาที่มีโอกาสได้เห็นคนอื่นออกกำลังกาย ก็เหมือนกับคนที่ติดเหล้าแล้วเห็นไวน์หรือเบียร์ มันดึงความสนใจเราได้ง่าย ทำให้เราหมั่นหาโอกาสที่จะได้ดื่ม หรือได้ทำตามนิสัยเดิมๆ

เวลาที่คนออกกำลังกายเป็นประจำเห็นคนอื่นกำลังออกกำลังกาย สมองของเค้าก็จะเกิดอาการอยาก วงจรในสมองก็จะส่งสัญญาณคล้ายกับเวลาที่คนติดเหล้าติดบุหรี่เห็นบุหรี่หรือเหล้า

การไปออกกำลังกายจึงทำให้เราติดเป็นนิสัยได้ กิจกรรมทางร่างกายทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสมอง ทำให้เราได้รับรางวัลจากการทำกิจกรรมมากขึ้น แต่คนที่ติดการออกกำลังกายนั้นไม่ได้ทรมานจากการที่ต้องพึ่งพามันจนทำให้สุขภาพเสื่อมลงเหมือนยาเสพติด แต่การออกกำลังกายมันทำให้เราเกิดความผูกพัน ทำให้เรารู้สึกจำเป็นต้องทำมัน ทำให้เราทุ่มเท และพร้อมใจที่จะให้เวลากับมันเต็มที่

การออกกำลังกายเป็นประจำจะเป็นการฝึกสมองให้ชอบและในที่สุดต้องพึ่งพามัน

การเสพติดทุกอย่างเริ่มต้นที่สมอง ในระบบการให้รางวัลในสมอง การใช้ยาเสพติดในช่วงเริ่มต้นมันจะไปกระตุ้นให้หลั่งสารโดปามีน (Dopamine) ออกมาจำนวนมาก สารสื่อประสาทที่ส่งสัญญาณ เป็นเหมือนรางวัลที่เราจะได้รับ

โดปามีนดึงความสนใจของเราและสั่งให้เราทำสิ่งนั้นอีก ยาเสพติดส่วนใหญ่นั้นทำให้เกิดความรู้สึกดีในสมอง โดยจะหลั่งสารเคมีที่ทำให้รู้สึกดีในสมอง เช่น เอนโดฟิน (Endorphin) เซโรโทนิน (Serotonin) หรือ Noradrenaline และสารเหล่านี้เองที่เป็นตัวการทำให้เกิดการเสพติดขึ้น

หลังจากที่มีการใช้ยาเสพติดจนกระทั่งทำให้เกิดการเสพติดสารนั้น หลังจากที่เกิดนิสัยการใช้ยาขึ้น โปรตีนที่ช่วยให้สมองเรียนรู้จากประสบการณ์จะเกิดการสะสมมากขึ้นใน Neuron ในระบบการให้รางวัล ในระยะยาวโปรตีนเหล่านี้จะไปกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสมองส่วน Dopaminergic brain cell และจะยิ่งทำให้มันไวต่อสารเสพติดนั้น

คนที่ติดโคเคนก็จะรู้สึกอยากเสพโคเคน การได้รับรางวัลจากการเสพโคเคนก็จะทำให้ไม่สนใจรางวัลอื่นๆ เพราะเหมือนมันได้เลือกเจ้านายไว้แล้ว และจะต้องการรางวัลนั้นมากกว่ารางวัลอื่นๆ

มันจะทำให้เรายอมเสียสละสิ่งอื่น ๆ เพื่อให้ได้สิ่งที่เราต้องการ และทำให้ทรมานถ้าเราไม่ได้เสพมัน จากเดิมที่มันเพียงทำให้รู้สึกดี ก็จะค่อยๆ กลายเป็นต้องการมัน และสุดท้ายต้องพึ่งพาจำเป็นต้องได้มัน

การออกกำลักายจะทำให้สมองหลั่งสารสื่อประสาทเช่นเดียวกับการใช้สารเสพติด สารสื่อประสาท เช่น โดปามีน (Dopamine) นอร์อิพิเนฟริน (Norepinephrine) เอนโดแคนนาบินอยด์ (Endocannabinoids) และ เอนดอร์ฟิน (Endorphin)

การไปออกกำลังกายบ่อยๆ ก็จะทำให้เปลี่ยนแปลงสมองจนทำให้ติดมันได้ แต่มันอาจใช้เวลานานกว่าจะทำให้ติดการออกกำลังกายได้ อาจใช้เวลานานหลายเดือน การออกกำลังกายทำให้เราติดมันแบบช้าๆ สมองจะเกิดการเรียนรู้แบบช้าๆ ค่อยเป็นค่อยไป ช้าจนกระทั่งเราไม่ทันสังเกต ทำให้เราไม่รู้ตัวว่ามันเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้น

โดยทั่วไปสารเสพติดจะทำให้เกิดการหลั่งสารสื่อประสาท เช่น โดปามีน เอนดอร์ฟิน หรือเคมีรู้สึกดีอื่นๆ ออกมาจำนวนมาก ต่างจากการออกกำลังกายที่จะทำให้เกิดการหลั่งสารสื่อประสาทในปริมาณที่ไม่มากจนเกินไป

การออกกำลังกายทำให้เกิดการหมุนเวียนของโดปามีนมากขึ้นและเพิ่มตัวรับโดปามีนมากขึ้น ดังนั้นการออกกำลังกายจึงไม่ใช่แค่เพิ่มระดับของการรู้สึกดี แต่เป็นการขยายพื้นที่ ขยายโอกาสที่จะทำให้รู้สึกดีได้ง่ายขึ้น

การออกกำลังกายเป็นประจำทำให้ Neuron ในสมองทำงานเชื่อมต่อกันได้ดี การออกกำลังกายช่วยให้เปลี่ยนแปลง Default state ของระบบประสาท ทำให้เราไม่ตื่นตกใจง่ายในเวลาเกิดเหตุการณ์ผิดปกติ ช่วยให้ไม่เครียด ไม่กังวลมากเกินไป

งานวิจัยพบว่ากรด Lactate ผลที่ได้จากการออกกำลังกายใช้งานกล้ามเนื้อ กรดที่ทำให้รู้สึกเจ็บปวดนี้มีผลดีต่อจิตใจ หลังจากที่กรด Lactate หลั่งออกมาที่กล้ามเนื้อ มันจะเดินทางไปยังกระแสเลือด และขึ้นไปยังสมอง มันจะไปเปลี่ยนสารสื่อประสาทมีผลทำให้ลดความเครียดลงและปกป้องเราจากความกังวล

ความสุขที่ได้ขยับร่างกายไปด้วยกัน

มนุษย์เรามีความสามารถในการจับกลุ่มอยู่ร่วมกันเพื่อเอาตัวรอด ทำให้คนแปลกหน้าเชื่อใจกัน ทำให้เคลื่อนไหวเข้าหากัน การขยับตัวไปด้วยกัน เช่น การเข้าคลาสออกกำลังกายเป็นกลุ่ม มันคือการแสดงออกถึงความเป็นหนึ่งเดียวกัน การทำอะไรร่วมกันเป็นการย้ำเตือนให้เราระลึกอยู่เสมอว่า เราแต่ละคนเป็นส่วนหนึ่งของสังคม

การขยับร่างกายไปด้วยกัน การเคลื่อนไหวที่สอดคล้องกัน มันจะสร้างความรู้สึกถึงความเป็นหนึ่งเดียวกัน เมื่อเราเคลื่อนไหว สมองก็จะได้รับฟีดแบกจากกล้ามเนื้อ ข้อต่อ ระบบการมองเห็น ระบบการได้ยิน รับสัญญาณเกี่ยวกับร่างกายที่เรากำลังทำกิจกรรมอยู่

ในขณะเดียวกัน เราก็จะเห็นคนอื่นๆ กำลังทำกิจกรรมเดียวกัน และเมื่อสัญญาณข้อมูลเหล่านี้มาถึงพร้อมกัน สมองเราก็จะรวมข้อมูลเหล่านั้นไว้ด้วยกัน สุดท้ายกลายเป็นการรับรู้หนึ่งเดียวกัน

การเคลื่อนไหวที่เราเห็นคนอื่นทำ ก็จะถูกเชื่อมโยงเข้ากับการเคลื่อนไหวของเราเอง และสมองเราจะแปลความหมายสัญญาณจากร่างกายคนอื่นๆ ให้เป็นเหมือนส่วนขยายของร่างกายเรา ยิ่งสมองสามารถเชื่อมโยงข้อมูลเหล่านี้ได้มากเท่าไหร่ มันก็จะยิ่งทำให้รู้สึกว่าการเคลื่อนไหวของคนอื่นๆ มันเป็นเหมือนอวัยวะของเราเอง

การรับรู้ถึงการเคลื่อนไหวด้วยกันนั้นยังช่วยให้เปลี่ยนความรู้สึกของพื้นที่ส่วนตัว พื้นที่รอบ ๆ ตัวเราที่รู้สึกว่ามันเป็นของเรา ความรู้สึกที่มันขยายออกไป เราต้องการบางอย่างเพื่อที่จะเชื่อมโยงกับคนอื่นๆ

มนุษย์ทำกิจกรรมร่วมกันได้อย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ใช่แค่การเคลื่อนไหว แต่เป็นทุกๆ ส่วนของสิ่งที่เราทำ เมื่อเรารู้สึกได้ถึงการเชื่อมโยงกับคนอื่น เช่น จังหวะการหายใจ จังหวะการเต้นของหัวใจ กิจกรรมในสมองก็จะกลายเป็นจังหวะเดียวกัน

คนภายในกลุ่มก็จะเริ่มจับจังหวะและพยายามปรับให้สอดคล้องกัน ทั้งการเคลื่อนไหว และการหายใจ โดยที่ไม่ต้องมีใครสั่งให้ทำ

เสียงเพลงขับเคลื่อนให้เราไปต่อ

สมองเราเรียนรู้ที่จะใช้เสียงเพลงเป็นตัวขับเคลื่อนให้เราเคลื่อนไหว เสียงเพลงไปกระตุ้นให้เกิดลูปของการเคลื่อนไหวในสมอง ส่วนที่วางแผนเกี่ยวกับการเคลื่อนไหว Basal ganglia และ Putamen ที่คอยประสานงานการเคลื่อนไหว และ Cerebellum ที่ควบคุมจังหวะเวลาของการเคลื่อนไหว

ยิ่งเสียงเพลงดังหรือยิ่งเราชอบเสียงเพลงนั้นมากเท่าไหร่ สมองส่วนเหล่านี้ก็จะได้รับการกระตุ้นมากขึ้นและใช้พลังงานมากขึ้น นอกจากนั้นกิจกรรมทั้งหมดนี้สามารถเกิดขึ้นได้ถึงแม้ว่าร่างกายเรายังหยุดนิ่งก็ตาม

สมองตอบสนองต่อเสียงเพลงที่เราชอบฟังโดยการหลั่งสารสื่อประสาท โดปามีน อะดรีนาลีน และ เอนดอร์ฟิน ซึ่งทำให้เรามีแรงมากขึ้น และลดอาการบาดเจ็บลงไป เสียงเพลงทำให้เราวิ่งเข้าเส้นชัย มันคล้ายกับว่าเราใช้กล้ามเนื้อฟังเพลงได้ด้วย

เสียงเพลงช่วยปลดปล่อยอะดรีนาลีนให้หลั่งออกมา เสียงเพลงช่วยให้เราอดทนมากขึ้น ให้เราวิ่งเร็วมากขึ้น ช่วยให้เราผลักดันตัวเองได้มากขึ้น ทลายกำแพงของความเหนื่อยล้า

เพลงที่ทำให้ปั่นเร็วขึ้น ก้าวเร็วขึ้น ผลักดันให้เราไปอีกหน่อย เพลงที่ทำให้เราอยากเอาชนะแรงเสียดทาน เอาชนะแรงเฉื่อยที่ต้านเราทุกก้าว ช่วยให้เรารู้สึกว่าออกแรงน้อยลง ทำให้สนุกกับกิจกรรมนั้นมากขึ้น

นอกจากนั้นเสียงเพลงยังกระตุ้นสมองในส่วนของ Mirror neuron system ที่ช่วยให้เราเข้าใจและจำได้ได้ว่าคนอื่นๆ คิดอะไรหรือรู้สึกยังไง Mirror neurons รับรู้และปลูกฝัง อารมณ์ที่ชักนำโดยเสียงเพลง

Neurons เหล่านี้มันกระตุ้นประสาทจิตใต้สำนักให้เราลงมือทำเพื่อที่จะเชื่อมสัมพันธ์กับคนอื่น ทำให้เรายิ้มตอบกลับไปเมื่อมีคนยิ้มให้เรา

เสียงเพลงเข้าถึงภายในตัวตนของเรา ช่วยให้เราเข้าถึงความทรงจำเก่าๆ เมื่อได้ยินเสียงเพลงที่เกี่ยวข้องมันจะทำให้เรานึกถึงเวลา สถานที่ ความรู้สึกที่เคยเกิดขึ้นได้

ออกกำลังกายช่วยให้เปลี่ยนความคิด

บางคนหลังจากออกกำลังกายจะรู้สึกเหนื่อยล้า เจ็บ ปวด อาการที่มักจะทำให้คนที่เพิ่งเริ่มต้นออกกำลังกายไม่อยากทำต่อ รู้สึกเหนื่อย หมดแรง หมดพลังที่จะออกไปวิ่ง

แต่เมื่อถึงจุดๆ หนึ่ง จุดที่ถึงขั้นเสพติดหรือเริ่มที่จะทุ่มเทให้กับการออกกำลังกาย จุดที่สลับความคิด ทำให้เรามองในมุมใหม่ มองว่าความเหนื่อยล้าอาการเจ็บปวดที่เกิดขึ้นนั้นมันคือสัญญาณที่บอกให้เรารู้ว่าเราทำดีแล้ว

มันคือสัญญาณที่ร่างกายบอกให้เรารู้ว่าเราทำถูกแล้ว เราผลักดันตัวเองให้ไปไกลมากขึ้น ไปเร็วยิ่งขึ้น ออกแรงมากขึ้น เมื่อถึงจุดๆ หนึ่งเราจะรู้ว่าอาการเหล่านี้มันเป็นเรื่องธรรมชาติ มันจะต้องเจ็บ กล้ามเนื้อมันจะต้องถูกทำลายไปเพื่อเปิดโอกาสให้ร่างกายสร้างกล้ามเนื้อใหม่ที่แข็งแรงมากขึ้น และเหมาะสมกับกิจกรรมที่เรากำลังทำ

และเราจึงควรขอบคุณในความโชคดีที่เสพติด ทุ่มเทให้กับการออกกำลังกาย

Like what you read? Please share it with your friends so we can get their thoughts!

Previous ArticleNext Article

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *