แรงบันดาลใจ

วิ่งมาราธอน วิ่งแล้วเก็บเอาไปฝัน ถึงร่างกายจะเจ็บ แต่ก็ยังฝืนทนวิ่งต่อไป

เราเจอคุณน้าคนหนึ่งเดินเข้าไปร้านตัดผม เค้าขอให้ช่างตัดผมออกนิดหน่อย เมื่อคืนเค้าฝันร้าย วันนี้ก็เลยจะตัดผมแก้เคล็ด หลังจากช่างตัดผมให้แล้ว คุณน้าคนนั้นก็จ่ายเงิน 20 บาท ให้ช่างไว้เป็นค่าขนม แล้วก็เดินออกจากร้าน ช่างไม่อยากรับเงินแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกัน

เหตุการณ์นั้นทำให้เรานึกถึงความฝันของเราเอง เราฝันว่าไปแข่งขันปาลูกดอก ในฝันเราคิดวิเคราะห์อย่างดี คิดเผื่อไว้ว่าลูกดอกมันจะตกลงตามแรงโน้มถ่วง แล้วเราก็ต้องปามันสูงขึ้นไปหน่อย ในฝันเราซ้อมวงสวิงการปาด้วย ตั้งหลายครั้ง แต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือ ลูกดอกมันห่างจากจุดตรงกลางมากๆ

เราต่างก็มีวิธีจัดการกับความฝันที่แตกต่างกันออกไป บางคนก็ง่ายนิดเดียว ฝันร้ายเค้าก็มีวิธีแก้เคล็ดง่ายๆ แค่ตัดผมก็ทำให้จิตใจกลับมาเบิกบานได้อีกครั้ง แผลทางใจก็ใช้วิธีทางใจรักษา

ความฝันเกิดจากความทรงจำของเราในตอนกลางวัน ประสบการณ์ที่เราเจอ สิ่งที่มันกระทบกับอารมณ์ของเรา เราก็จะเก็บเอาไปฝันรวมกัน ปนกันไป ความฝันช่วยให้เราจัดการกับอารมณ์ ทำให้เราเข้าใจอารมณ์และจัดการกับสิ่งที่เกิดขึ้นในตอนกลางวันได้ดีขึ้น

สิ่งที่เราฝันเกี่ยวกับการปาลูกดอก มันแทนสิ่งที่เราไม่ถนัด เรื่องง่ายๆ ที่ถ้าเราฝึกซ้อมบ่อยๆ แล้วเราก็จะทำมันได้ดีขึ้นเรื่อยๆ แต่ในฝัน การปาลูกดอกเป็นสิ่งที่เรายังไม่ถนัด

วิ่งมาราธอน วิ่งแล้วเก็บเอาไปฝัน

ในฝันเราพยายามฝึก พยายามคิดแล้วคิดอีก ลองซ้อมวงสวิงการปาด้วย แต่สุดท้ายเราก็ยังพลาด ความผิดพลาดมันแทนสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนั้น เช้าวันนั้นเรามั่นใจมาก ว่าจะวิ่งมาราธอนจบได้ในเวลา 4 ชั่วโมง เราซ้อมวิ่ง 32 กิโลเมตรในเวลา 3 ชั่วโมงครึ่ง และหลังจากนั้นก็ซ้อมวิ่ง 36 กิโลเมตรในเวลา 3 ชั่วโมงครึ่ง ทำให้เราเกิดความมั่นใจว่าเราจะทำได้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ เราใช้เวลาไป 5 ชั่วโมง 9 นาที

ความพยายาม การทำงานหนัก ไม่ได้หมายความว่าเราจะทำมันได้สำเร็จ

แต่ถ้าเป็นเรื่องวิ่ง เรายังห่างไกลจากการทำงานหนัก เคยเจอนักวิ่งที่พัทยา คนที่เค้าเคยวิ่งมาแล้ว 8 ครั้ง เค้าบอกเราว่าซ้อมหนักมาก และเหตุผลที่เราวิ่งจบในเวลา 4 ชั่วโมงไม่ได้ก็มีหลายอย่าง เช่น

  • สภาพอากาศในกรุงเทพที่ร้อนมากๆ คนวิ่งก็เยอะ ทำให้เหงื่อออกมากกว่าตอนที่วิ่งต่างจังหวัด เหงื่อออกเยอะทำให้เท้าเปียก ทำให้เจ็บเท้าเร็วกว่าปกติ ทำให้เกร็งและเป็นตะคริวได้ง่าย
  • 2 วันก่อนงานวิ่ง เราไปปั่นจักรยานขึ้นเขา ปั่นทั้งหมด 2 วัน วันละประมาณ 25 กิโลเมตร ขึ้นเขาสูงประมาณ 300 เมตร เราไม่คิดว่าร่างกายจะใช้ไกลโคเจนไปเยอะ และคิดว่าร่างกายจะสะสมไกลโคเจนได้ทัน
  • ก่อนวิ่ง 1 วัน เรากินอาหารที่ทำให้ท้องเสีย ถึงจะไม่หนักมากแต่ก็รู้สึกได้ว่าไม่สบายท้อง
  • ก่อนวิ่ง 1 วัน เรากินมื้อเย็นเยอะเกินไป ทำให้ยังมีอาหารเหลือในกระเพาะอาหาร ตอนที่วิ่งเร็วๆ มันจะทำให้เรารู้สึกอยากจะอ้วก
  • เราเริ่มวิ่งตอนตี 2 ร่างกายเรายังไม่เคยชินกับการวิ่งในเวลานี้ มันยังเร็วไปที่จะวิ่ง
  • ก่อนวิ่งเราเจอนักวิ่งคนญี่ปุ่น แกออกจากงานที่ญี่ปุ่น แล้วไปเรียนต่อด้านภาษาที่ออสเตรเลีย จากนั้นไปทำงานที่สิงคโปร์ เคยวิ่งมาราธอน 20 กว่าครั้ง เคยวิ่งจบในเวลา 3 ชั่วโมง 45 นาที เราคนไทย นี่บ้านเราเอง มีหรือจะยอม ถึงจะครั้งที่ 2 ก็ตาม วันนั้นเราก็เลยออกตัววิ่งเร็วไปหน่อย

42 กิโลเมตรที่น่าเบื่อ

การวิ่งระยะไกล เวลาส่วนใหญ่ที่เราต้องทนกับความน่าเบื่อ 10 กิโลเมตรแรกเป็นช่วงเวลาที่เราคึกคัก นอกจากปวดท้อง ก็ยังไม่มีอาการบาดเจ็บอย่างอื่น ช่วง 20 กิโลเมตรจะเริ่มรู้สึกถึงอาการเจ็บเท้า และจะเจ็บอยู่แบบนั้นตลอดทาง ช่วง 30 กิโลเมตรเวลาจะผ่านไปเร็วกว่าปกติ และที่แย่คือ 6 กิโลเมตรสุดท้าย หรือ 2 กิโลเมตรสุดท้าย มันจะยาวนานมาก

42 กิโลเมตรที่ต้องทนเจ็บ

การวิ่งระยะไกล อาการบาดเจ็บเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ สิ่งที่เราทำได้คือ บรรเทาอาการบาดเจ็บ นวดหรือฉีดสเปรย์ ให้ความเย็นช่วยลดความเจ็บปวด และหวังว่าสมองจะหลั่ง Endorphin ออกมาช่วยลดความเจ็บปวดด้วย

Endorphin

Endorphin ช่วยให้เราพ้นจากความเจ็บปวดของร่างกาย ทำให้เราวิ่งต่อไปได้ ช่วยฟื้นฟูจากอาการบาดเจ็บและเพิ่มความต้านทานให้ร่างกาย ช่วยให้เราทนต่อความเจ็บปวดหรือเมื่อยล้า ถึงจะหมดแรงแต่ก็ยังไปต่อได้อีก

แต่ Endorphin ก็ไม่ได้ทำให้ความเจ็บปวดหายไป มันช่วยทำให้ลดความเจ็บปวดและทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า Runner’s high และเราก็จะลืมความเจ็บและวิ่งต่อไปได้อีก

Serotonin

สมองหลั่งสาร Serotonin ออกมาตอนที่เรารู้สึก Superior

แต่การวิ่งในวันนั้น มันยากที่จะรู้สึกแบบนั้น ช่วง 20 กิโลเมตร มีคนแซงเราไปเยอะมาก ขาเราไม่ยอมขยับ เพราะเจ็บเท้ามาก ยิ่งเพิ่มความเร็ว ก็จะเป็นตะคริวได้ง่าย ทำให้เราต้องวิ่งช้าๆ ถ้ารู้สึกว่าจะเป็นตะคริวก็ต้องหยุดวิ่งและต้องเดิน

พยายามคิดถึงความสำเร็จหรือความทรงจำดีๆ ในอดีต ก็จะช่วยให้ร่างกายหลั่ง Serotonin ออกมาได้

การกินกล้วยและรับแสงแดดจะช่วยให้ร่างกายหลั่ง Serotonin ออกมา แต่วันนั้นเรามีปัญหากับท้อง ทำให้กินกล้วยไม่ได้ และมันก็ยังเช้ามากแสงแดดก็ยังไม่มี

Oxytocin

ตบมือเชียร์ พูดให้กำลังใจคนอื่นๆ ช่วยทำให้เรารู้สึกดีขึ้น และมีแรงวิ่งได้อีก แต่ในเวลาที่หลายคนเริ่มหยุดวิ่งและต้องเดิน เราก็ไม่รู้ว่าจะให้กำลังใจใคร

การได้เห็นนักวิ่ง Medical Team ช่วยเหลือคนอื่นๆ ก็พอจะทำให้เกิดความรู้สึกดีขึ้นและมีแรงวิ่งได้อีก

Dopamine

สมองมีกลไกที่จะหลั่ง Dopamine ออกมาเป็นรางวัลที่เราทำบางอย่างได้สำเร็จ เช่นวิ่งได้ครึ่งทาง หรือเหลือระยะทางอีกแค่ 4 หรือ 2 กิโลเมตร

เราหวังว่าสมองจะหลั่ง Dopamine ออกมาช่วยในตอนที่เราวิ่งครบ 20 กิโลเมตรแรก แต่อาการเจ็บเท้าก็ทำให้ความรู้สึกดีๆ นั้นหายไปหมด แต่ Dopamine ก็มีส่วนช่วยเราได้เยอะในช่วงท้ายๆ ช่วงที่เราลืมความเจ็บปวดและวิ่งอีก 6 กิโลเมตรที่เหลือ ช่วงเวลาที่ยิ่งเรา Focus มากเท่าไหร่ เราก็จะรู้สึกว่ามันเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานมาก

Practices make practice

การฝึกฝนทำให้เราได้ฝึกซ้อมเรื่อยๆ ในวันหนึ่งเราก็จะทำได้ดีขึ้นและทำได้สำเร็จ และมันยังมีอีกหลายๆ อย่างที่เราต้องแก้ไข เรื่องง่ายๆ ที่เรายังปรับปรุงได้ เช่น

  • ป้องกันไม่ให้เหงื่อออกมากหรือพยายามระบายเหงื่อให้ได้เร็วขึ้น หรือป้องกันไม่ให้เหงื่อไหลลงเท้า
  • ไม่ผูกเชือกรองเท้าแน่นเกินไป ถึงเรารู้สึกว่ามันพอดีแต่ก็ควรทำให้หลวมอีกหน่อย
  • ระวังเรื่องอาหาร ไม่ประมาท และไม่กินเยอะเกินไป
  • ระวังเรื่องการใช้กำลังก่อนวันวิ่ง ไม่ประมาทและไม่ออกกำลังกายหนักก่อนวันวิ่ง
  • ไม่ออกตัววิ่งเร็วเกินไป

ทำไมต้องลำบากวิ่ง

วิ่งช้าๆ หรือเดินทุกวันก็อาจจะเพียงพอที่จะทำให้มีสุขภาพดีได้ ไม่จำเป็นต้องวิ่งหนักหรือนานมาก แต่แค่ให้เราได้ออกกำลังกายเป็นประจำทุกวัน น่าจะเป็นคำแนะนำที่ดีสำหรับสุขภาพ มากกว่าการฝืนทนวิ่ง 42 กิโลเมตร

เราเห็นหลายคนใส่เสื้อวิ่ง For a reason เข้าใจว่าวิ่งเพราะแค่อยากวิ่ง แต่การวิ่งระยะไกลก็มีข้อดี เช่น

  • ทำให้เราฝึก Focus มุ่งมั่นเพียงแค่การวิ่ง เป็นการฝึกสมาธิอีกแบบหนึ่ง
  • ทำให้เราฝึกแก้ปัญหา โดยเฉพาะอาการบาดเจ็บ ทำให้เราต้องเรียนรู้กายภาพ เรื่องเกี่ยวกับสมอง ทำยังไงให้ป้องกันอาการบาดเจ็บหรือลดอาการเจ็บ
  • ทำให้เราฝึกฝนรับมือกับความผิดพลาด มองโลกในแง่ดี กลับมาแก้ไขใหม่ แล้วลองอีกครั้ง
  • ทำให้เราฝึกความอดทน ทนเจ็บ แต่เรามีวิธีการช่วยลดอาการเจ็บด้วย
  • ทำให้เราฝึกร่างกาย สมอง เราอาจจะไม่รู้สึกว่าร่างกายเราเปลี่ยน แต่การวิ่งมันจะเปลี่ยนแปลงเรา ร่างกายเราจะปรับเปลี่ยน เช่น เรียนรู้การเผาผลาญไขมันให้ดีขึ้น ซ่อมแซมร่างกายได้ดียิ่งขึ้น หรือฝึกให้ร่างกายสะสมไกลโคเจนให้มากขึ้น
  • ทำให้เรารักษาอาการทางใจ นอกจาก Endorphin จะช่วยบรรเทาอาการบาดเจ็บของร่างกายแล้ว ยังช่วยบรรเทาอาการทางจิตใจได้ด้วย โดยเฉพาะอาการที่เราอาจจะนึกไม่ถึงว่ามันเกิดขึ้นกับเรา ปัญหาทางจิตที่เราไม่รู้ตัว

และที่สำคัญ เราวิ่งเพราะร่างกายเราถูกออกแบบมาให้ วิ่งมาราธอน

Like what you read? Please share it with your friends so we can get their thoughts!

Previous ArticleNext Article

Leave a Reply

Your email address will not be published.