ดูแลตัวเอง

มันจบลงแล้ว

เมื่อชีวิตล้มเหลว มันยากที่จะลุกขึ้น มีแต่คนที่เคยผิดหวัง คนที่ถูกปฏิเสธ คนที่ไม่มีใครยอมรับ คนที่ไม่มีบริษัทไหนสนใจหรือเห็นค่า มีแต่คนที่ดิ้นรนเท่านั้นถึงจะเข้าใจความยากลำบากในการที่จะกลับมามองโลกในแง่ดีได้อีกครั้ง แต่เรายังคงเรียนรู้วีถีชีวิตที่จะทำให้ยอมรับอุปสรรคที่อยู่ตรงหน้า วิธีที่จะทำให้เรายังคงเข้มแข็งแม้ในยามลำบาก สงบได้แม้ตกอยู่ในสถานการณ์อันตราย เราสามารถฝึกฝนจิตใจ ควบคุมอารมณ์ให้สงบ แม้ในเวลาที่ทุกสิ่งทุกอย่างมันจบลงด้วยความล้มเหลว

จากหนังสือ When Things Fall Apart: Heart Advice for Difficult Times หากชีวิตมีเรื่องเครียดวุ่นวาย หนังสือเล่มนี้จะมีคำแนะนำที่ดีให้ หากกำลังอยู่ในช่วงการเปลี่ยนแปลง สูญเสียใครบางคน หนังสือเล่มนี้ก็ถูกเขียนมาเพื่อเรา ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น สิ่งสำคัญที่เราต้องจำไว้ คือกล้าที่จะผ่อนคลาย เพราะความสับสนวุ่นวายอาจกลายเป็นข่าวดี

ความยากของการเขียนบทความจากหนังสือเล่มนี้ก็คือ เราไม่รู้ว่าเข้าใจสิ่งที่ผู้เขียนต้องการจะสื่อจริงๆ หรือเปล่า ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดเรื่องความกลัว ความโดดเดี่ยว ความหวัง ทางสายกลาง สมมติว่าเข้าใจเนื้อหาในหนังสือ แต่ก็ยังคงไม่อยากยอมรับ ไม่อยากเห็นด้วยกับหลายสิ่งที่ถึงแม้จะเป็นความจริงก็ตาม

บางครั้งการอ่านหนังสือก็แอบเปลี่ยนแนวคิดของเราไปโดยที่ไม่รู้ตัว การอ่านหนังสือสักเล่มก็เหมือนกับการค้นหา เมื่อเราเริ่มต้นการค้นหา เราต่างก็มีเป้าหมายและความคาดหวัง เราค้นหาคำตอบที่ทำให้พอใจ ทำให้เกิดความสุขทางใจ ความสุขทางจิตวิญญาณ

เส้นทางสายจิตวิญญาณ

เราส่วนใหญ่คงไม่ชอบที่จะกลัว แต่ความกลัวเป็นประสบการณ์ที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน แม้กระทั่งสัตว์ตัวเล็กๆ ก็ยังรู้สึกได้ถึงความกลัว มันเป็นเรื่องปกติที่จะกลัวหากต้องเผชิญหน้ากับสิ่งที่เราไม่เคยรู้จักมาก่อน ความกลัวทำให้เอาชีวิตรอด ความกลัวเป็นส่วนหนึ่งของการมีชีวิต เป็นสิ่งที่ทุกคนต่างก็มี

การทำความรู้จักความกลัวแทนที่จะหลีกหนีสิ่งที่ทำให้เราหวาดกลัวนั้น จะทำให้เห็นมุมมองใหม่ๆ ต่อบุคลิกของเรา มุมมองต่อความสัมพันธ์กับคนอื่นในอดีตที่ผ่านมา บ่อยครั้งที่ความกลัวเป็นการตอบสนองแรกเมื่อเราเข้าใกล้ความจริงของปัญหาที่เรากำลังเผชิญ

ความกลัวเป็นการตอบสนองตามธรรมชาติเมื่อเราเข้าใกล้ความจริงมากขึ้น ความจริงที่ว่า สักวันหนึ่งคนใกล้ตัวเราจะต้องตายจากกันไป แล้วเราก็จะต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว และสักวันเราก็จะตายตามกันไป เพราะทุกอย่างมันไม่แน่นอน ไม่ยั่งยืน ไม่คงทนถาวร แต่มันจะเสื่อมสลายไป ไม่เหลืออะไรให้ยึดเหนี่ยว ความกลัวกังวลเกิดขึ้นเมื่อรู้ว่าทุกอย่างมันจะจบลง เมื่อเราไม่มีทางออก ไม่มีหนทางหลบหนี

ความคิดที่ว่าจะต้องไปสู่สถานที่สงบสุข ที่จะทำให้เราหลีกเลี่ยงความทุกข์ได้นั้น คือสิ่งที่เรียกว่าสังสารวัฏ วัฏจักรแห่งความสิ้นหวังที่ไม่รู้จักจบสิ้น ที่ๆ ทำให้เราเป็นทุกข์

ความทุกข์เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ นั่นคือความจริงข้อแรก และตราบใดที่เรายังเชื่อว่าทุกอย่างมันจะไม่เปลี่ยนแปลง มันจะคงอยู่เช่นนั้นตลอดไป เราก็จะต้องเผชิญหน้ากับความทุกข์จากความผิดหวัง

ชีวิตเป็นทั้งครูและบทเรียนที่ดี เป็นเพื่อน สิ่งต่างๆ ล้วนอยู่ในระหว่างการเปลี่ยนแปลง เข้าใจว่าเราอาจไม่ได้ทุกอย่างตามที่ฝันไว้ เข้าใจว่าทุกอย่างมันเปลี่ยนแปลงได้ สถานการณ์ยากลำบากและปัญหาเป็นเรื่องปกติ ขอเพียงเราไม่ติดไม่จมปลักอยู่ในสถานการณ์นั้น แต่เปิดใจและมีสติให้มากกว่าเดิม

ความสามารถในการมีสติใช้ชีวิตอยู่กับความไม่แน่นอน สามารถผ่อนคลายได้แม้ต้องอยู่ท่ามกลางความโกลาหล เรียนรู้ที่จะไม่ตื่นกลัว ฉุดตัวเองให้ลุกขึ้น เห็นใจและปลอบใจตัวเองให้มีกำลังใจสู้ นั่นคือหนทางของคนที่ตื่น คนที่เดินตามเส้นทางสายจิตวิญญาณ

การเจริญสติฝึกสมาธิมีอยู่หลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นการอาศัยความว่างเปล่า ท้าทายตัวเองด้วยการเปิดใจ สร้างสัมพันธ์กับใจที่เปิด หรือทำความเข้าใจพลังงานในตัวเรา แล้วมองดูทุกอย่างที่เกิดขึ้น หากเราตั้งใจและหยุดอยู่ที่เดิม มองไปที่เดิม หลายๆ สิ่งมันก็จะเริ่มชัดเจนขึ้น

การทำสมาธิ ไม่ว่าจะใช้วิธีกำหนดจิตให้อยู่กับปัจจุบัน อาศัยความว่างเปล่า หรือพลังงงาน วิธีการเหล่านี้ต่างก็มีจุดประสงค์เดียวกัน นั่นคือ ไม่ว่าเราจะไปไหน ใจเราก็จะอยู่ที่นั่น มันทำให้กายและใจเราอยู่ที่ตรงนี้ อยู่ที่เดียวกันในเวลานี้

การที่เรายังคงมีสติได้ ในเวลาที่ตื่นกลัว เวลาที่หัวใจแตกสลาย เวลาที่ท้องร้อง หมดหวัง อยากแก้แค้นหรือเอาคืน นั่นคือหนทางของคนตื่น คนที่อยู่กับความไม่แน่นอน

และอย่าลืมว่าจุดประสงค์ของการทำสมาธินั้นไม่ได้มุ่งหวังเพื่อการเป็นคนนั่งสมาธิที่ดี แต่เป็นการฝึกให้ตื่นมากขึ้น

ลักษณะความจริงของชีวิต

ไตรลักษณ์หรือสามัญญลักษณะ ลักษณะที่เสมอเหมือนกันของสิ่งทั้งหลายทั้งปวง สิ่งที่เป็นจริงของโลกนี้มี 3 อย่างคือ อนิจจตา (ความไม่เที่ยง) ทุกขตา (ความทุกข์) อนัตตา (ความไม่มีตัวตน)

การรู้จักความจริงทั้ง 3 อย่างนี้ จะช่วยให้เราบรรเทาทุกข์  การที่เราเข้าใจแนวคิดเรื่องความไม่แน่นอน ความทุกข์ และความไม่มีตัวตน ทำให้เราสามารถทนอยู่กับความยากลำบากในการใช้ชีวิตได้

ความไม่เที่ยงเป็นส่วนสำคัญของการใช้ชีวิต การเปลี่ยนแปลงมันอาจน่ากลัว แต่เราควรยินดีกับการเริ่มต้นใหม่ เมื่อตกหลุมรักใครสักคน เริ่มต้นวันใหม่ด้วยพลังเต็มเปี่ยม การน้อมรับเอาแนวคิดของการเริ่มต้นใหม่ การเริ่มต้นที่มันจะมีจุดจบที่ไม่เหมือนใคร มันจะทำให้เราเป็นคนมีสติในสภาพแวดล้อมที่ไม่เที่ยงไม่แน่นอน มันจะส่งผลต่อการดำเนินชีวิตของเรา นำเราไปสู่ชีวิตที่มีความหมาย

ความทุกข์เป็นความจริงที่สำคัญ บางคนยอมที่จะเป็นทุกข์ในตอนนี้เพื่อให้มีความสุขในวันข้างหน้า ไม่มีความสุขหากไม่มีเคยเป็นทุกข์ ไม่มีแรงบันดาลใจหากไม่เคยสิ้นหวัง ความทุกข์มันทำให้เรารู้ว่าเราไม่อาจได้ทุกสิ่งตามที่ต้องการเสมอไป มันช่วยให้เรามีความสุขกับสภาพความเป็นอยู่ในตอนนี้ ในช่วงเวลาที่เป็นทุกข์ หัดใช้เวลาสังเกตความรู้สึกของตัวเองและเรียนรู้จากมัน เมื่อเวลาผ่านไป เราจะต่อสู้และทนทุกข์ได้ดีขึ้น

ความไม่มีตัวตนของเรา เรียนรู้ที่จะทำตัวตามสบาย ทำใจให้สบายไม่ว่าอดีตหรืออนาคตจะเป็นยังไงก็ตาม การเรียนรู้ที่จะอยู่กับปัจจุบัน มันเป็นสัญญาณที่บอกว่าเรามีความสุขลึกๆ โดยการใช้ชีวิตอย่างมีสติและสงสัยในทุกเมื่อ ความไม่มีตัวตนจะทำให้หลุดพ้นจากความคิดที่เอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง ความไม่มีตัวตนจะทำให้เราต้องขอบคุณสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน

คำแนะนำที่จะทำให้เราใช้ชีวิตในช่วงเวลายากลำบากได้คือ

อย่ามัวแต่ดิ้นรนต่อสู้ แต่ให้ใช้สมาธิเพื่อปรับจุดศูนย์ถ่วงของตัวเอง การทำสมาธิ การหายใจ การได้มุมมองใหม่จะทำให้เราผ่านพ้นช่วงเวลายากลำบาก ในยามที่หมดแรงใจ แทนที่จะดิ้นรนกับความคิดของตัวเอง ก็จงรับมันเอาไว้แล้วสังเกตและเรียนรู้จากมัน อะไรที่ทำให้เรากลัวมากที่สุด อะไรที่ทำให้เราตื่นเต้น หัดสังเกตตัวเองเพื่อค้นหาคำตอบ

ใช้สถานการณ์ยากลำบากเพื่อปลุกให้เราตื่น ความต้องการ ความไม่รู้ ความกลัว และความเกรี้ยวกราด หากเรารู้สึกถึงสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นภายในตัวเรา อย่ากดมันเอาไว้ อย่าปฏิเสธมัน แต่ให้หายใจเอาความอยากที่กำลังเกิดขึ้น ถึงแม้มันจะทำให้รู้สึกอาย หายใจเอามันเข้าไปแล้วรับรู้สึกถึงพื้นที่แห่งความอิสระของตัวเอง

ปลุกตัวเองให้ตื่น มองว่าสิ่งต่างๆ มันมีชีวิตและสมบูรณ์แบบในตัวมันเอง การมองโลกในแบบนี้ จะทำให้เราหยุดพยายามที่จะทำให้ตัวเองดูดีหรือซ่อนตัวเองจากปัญหา แทนที่จะมองหาสิ่งที่สมบูรณ์แบบ เราควรเรียนรู้จากมัน เรียนรู้ที่จะอยู่กับสิ่งที่เรามีในปัจจุบัน ให้มันเป็นครูสอนเรา

แนวคิดอื่นๆ ที่มีในหนังสือ

ความเหงาและโดดเดี่ยวเป็นโอกาสดีที่จะมองตัวเองและมอบความรักให้ตัวเอง ความโดดเดี่ยวก็เป็นเช่นเดียวกับความกลัว เป็นสิ่งที่ทำให้เราเจ็บปวดและเราพยายามหลีกเลี่ยง แต่เป็นความโดดเดี่ยวนั่นเองที่ทำให้เรามีโอกาสได้ผ่อนคลาย ได้พักและฟื้นฟู

การใช้เวลากับตัวเอง ดูเหมือนกับการเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง แต่จริงๆ แล้วมันช่วยให้เรากลายเป็นคนที่เห็นใจคนอื่นมากขึ้น ส่งความเห็นอกเห็นใจ ส่งความรักไปให้คนอื่น จะทำให้เรารักตัวเองได้ลึกซึ้งมากขึ้น

การเห็นอกเห็นใจ ไม่ใช่แค่คนที่มีวาสนาน้อยกว่าเราหรือไม่ได้โชคดีแบบเรา แต่เห็นใจทุกคนที่อยู่รอบๆ ตัวเรา การฝึกเห็นใจคนอื่น จะช่วยให้เรายอมรับตัวเองได้ในเวลาเดียวกัน

ในแต่ละวันที่เราดิ้นรนใช้ชีวิต ทำงาน เข้าสังคม ทำเต็มที่สุดความสามารถที่จะพัฒนาและมุ่งไปยังเป้าหมายที่สูงขึ้น ที่ดีขึ้นใหญ่ขึ้น แต่เรากลับไม่รู้ตัวว่ามันมีหนทางอื่นอีก ทางที่ไม่เครียด ไม่กดดัน ไม่เร่งรีบ

ทางสายนี้คือทางสายกลาง เส้นทางที่ให้โอกาสเราได้เปิดใจ ทำให้เราสังเกตปัญหารอบๆ ตัวว่ามันคืออะไร การจะค้นหาทางสายกลางได้นั้น เราอาจต้องอยู่ตามลำพัง และต้องยอมรับว่าการอยู่ตามลำพังนั้น ไม่ใช่เรื่องเลวร้าย ไม่ใช่ปัญหา

เมื่อเราตื่นขึ้นในตอนเช้า เรารู้สึกถึงความโดดเดี่ยวได้เป็นอย่างดี อย่ากลัว อย่าตื่นเต้น แทนที่จะกังวลว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น ก็ให้ผ่อนคลายและรู้สึกได้ถึงความโดดเดี่ยวโดยที่ไม่ตัดสินตัวเอง ไม่ต้องคิดว่ามันเป็นเรื่องดีหรือไม่ดี

เมื่อเราเริ่มใช้ทางสายกลางเพื่อเผชิญหน้ากับช่วงเวลาของความโดดเดี่ยว เราจะเริ่มรับมันไว้ เป็นโอกาสที่จะได้สังเกตตัวเอง เราสามารถใช้ประโยชน์จากเวลาที่โดดเดี่ยว เปลี่ยนความโดดเดี่ยวให้กลายเป็นช่วงเวลาของการทำสมาธิได้

สิ่งสำคัญที่จะต้องจำไว้คือ การทำสมาธิไม่ใช่วิธีที่จะพัฒนาสมองหรือพัฒนาตัวเองเท่านั้น แต่มันยังเป็นเวลาที่จะปลดปล่อยความคิด ความเชื่อ บรรทัดฐาน เป็นเวลาสำหรับการสังเกตตัวเอง

ปล่อยใจยอมรับ ให้เราได้รู้สึกทึ่ง สนุก และกลัว จากความคิดที่ผุดขึ้นเมื่อทำสมาธิ การทำสมาธิสม่ำเสมอจนกลายเป็นนิสัย ทำให้เราพัฒนาความมีน้ำใจไมตรี ความรัก ใจดี สร้างมิตรภาพให้กับตัวเอง

ยังมีแนวคิดดีๆ อีกมากที่เรียนรู้ได้จากหนังสือ แต่บางครั้งก็ยังรู้สึกว่ายังเข้าไม่ถึงและไม่พร้อมที่จะยอมรับมัน

ไม่พร้อมที่จะยอมรับมัน

สิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบๆ ตัวเรา สิ่งที่เราเห็นข้างหน้านั้น สักวันหนึ่งมันจะเสื่อมสลายหายไป กลายเป็นสิ่งที่ไร้ค่าไร้ความหมาย เพราะทุกสิ่งไม่ยั่งยืน เพราะความไม่คงทนถาวรนั้นคือความจริง ความจริงอย่างหนึ่งของโลกนั้นคือ ความไม่แน่นอนของทุกสิ่ง ความที่มันจะไม่คงอยู่ถาวรตลอดไป แต่จะเสื่อมสลายไปตามกาลเวลา

นั่นทำให้เรารู้สึกถึงความเศร้าในวันที่เรามีความสุขและมีทุกสิ่งทุกอย่าง เพราะเราคิดว่าสิ่งที่มีอยู่นั้นมันจะไม่คงอยู่ตลอดไป ความรู้สึกดีๆ นี้มันจะหายไป เรากลัวที่จะสูญเสียสิ่งที่มีอยู่ ก่อนที่เราจะสูญเสียมันไป

ความงามของสิ่งต่างๆ มันทำให้เศร้าเพราะมันเผยให้เห็นถึงความจริง ที่ถึงแม้เราจะยังไม่ได้เสียมันไป แต่เราก็ยังเศร้าที่รู้ในใจลึกๆ เรารู้ว่าสักวันสิ่งนั้นมันจะหายไปจากชีวิตเรา คนๆ นั้นจะหายไปจากชีวิตเรา

แล้วเราควรจะทำยังไงกับมันดี เราควรจะรักสิ่งนั้น รักคนๆ นั้นให้มากขึ้น หรือเราควรจะปล่อยวาง ไม่ต้องสนใจว่าสิ่งนั้นมันจะหายไปเมื่อไหร่ ไม่ต้องยึดติด ไม่สนใจว่าคนรอบๆ ตัวเรา คนใกล้ชิดเราล้วนต้องตายจากกันไป

เราจะยอมรับได้หรือเปล่า หรือเราจะยื้อมันเอาไว้ จะต่อต้านมันให้ถึงที่สุด จะไม่ยอมให้คนที่เรารักถูกพรากไปจากเรา ไม่ยอมให้หายไปกับความมืดมิดตลอดกาลไม่มีวันได้พบกันอีก เราจะท้าทายความไม่เที่ยง ความไม่จีรังยั่งยืนแล้วกอดรัดคนที่เรารักเอาไว้แน่นๆ เราจะไม่ยอมปล่อยมันไปง่ายๆ จะไม่ยอมรับมันง่ายๆ หากเป็นไปได้แม้เพียงนิดเราก็จะยื้อมันเอาไว้ ให้อยู่กับเราตลอดไป

Like what you read? Please share it with your friends so we can get their thoughts!

Previous ArticleNext Article

Leave a Reply

Your email address will not be published.