การพัฒนาตนเอง

ปรัชญาชีวิต ปัญญาในยุคโบราณที่จะนำทางช่วยให้ใช้ชีวิตในแต่ละวัน

ปรัชญาคือการค้นหาปัญญา เป็นการศึกษาเกี่ยวกับความรู้ ปรัชญาดูเป็นเรื่องที่ควรอยู่ในโรงเรียน เป็นเรื่องล้าสมัย เป็นเรื่องที่ไกลตัว ไม่ใช่สิ่งที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน

เราต่างก็มีปรัชญา มีปรัชญาชีวิตที่อยู่ภายในตัวที่รอการเปิดเผย เราอาจไม่รู้ตัวว่ามันมีอยู่ ปรัชญาชีวิตส่งผลกระทบต่อแนวโน้มความคิดและพฤติกรรม เป็นปัจจัยที่มีบทบาทต่อชีวิตของเราทั้งชีวิต

ปรัชญาชีวิตใช้เป็นเข็มทิศที่นำทางความคิด คำพูดและการกระทำ มันแสดงออกถึงความเชื่อพื้นฐานและคุณค่า ปรัชญาชีวิตชี้นำการตัดสินใจของเรา โน้มน้าวให้เราเลือกคบเพื่อน เลือกคนที่เรารัก ของที่เราซื้อ งานที่เราทำ ที่ที่เราอาศัย ความคิดความรู้สึกเกี่ยวกับตัวเอง และความเป็นไปได้ทั้งหมด

ปรัชญาทำให้เรามีปัญญามากขึ้น ช่วยให้ตัดสินใจในโลกที่ซับซ้อน ปรัชญาคือความรักในปัญญา คือทักษะที่ช่วยให้เราประเมินความซับซ้อนของโลกและตัดสินใจได้อย่างรอบคอบ

คนที่ฉลาดอาจโต้เถียงเอาชนะเพื่อนๆ ได้ แต่คนที่มีปัญญามักจะเดินหนีไป เลือกระหว่างมีความสุขกับการเอาชนะหรืออยากมีชีวิตที่สงบสุขมากกว่า

ชีวิตเรายุ่งเหยิงวุ่นวายไม่ใช่เพราะสิ่งรอบๆ ตัว แต่เป็นเพราะความคิดเห็นที่มีต่อสิ่งเหล่านั้น

หลังจากที่มีเหตุการณ์ A เกิดขึ้น เราจะใช้ความเชื่อส่วนตัวแปลความหมาย ตีความให้เป็น B และได้ผลที่ตามมาคืออารมณ์ C

  • เริ่มต้นจากมีเหตุการณ์เกิดขึ้น
  • เราใช้ความเชื่อส่วนตัวตีความเหตุการณ์นั้น
  • สุดท้ายทำให้เกิดเป็นอารมณ์ ได้เป็นผลที่ตามมา

ยกตัวอย่างเช่น เราไปสอบใบขับขี่ไม่ผ่าน ทำให้คิดว่าตัวเองล้มเหลว ท้อแท้และผิดหวัง เชื่อว่าตัวเองไม่มีความสามารถ

ถ้าเราเปลี่ยนความเชื่อใหม่ เราก็สามารถเปลี่ยนแปลงอารมณ์ได้ โดยมองว่าความผิดพลาดนั้นไม่ใช่สิ่งที่ผิดปกติ แต่มันเป็นโอกาสที่จะได้เรียนรู้ ฝึกฝนขัดเกลาจุดด้อย ทำตัวให้เป็นหุ่นยนต์ที่ไร้ความรู้สึก ไม่ย่อท้อ ไม่เหนื่อย ไม่สิ้นหวัง

ในยามพ่ายแพ้ ให้ทำตัวเป็นหุ่นยนต์ ไม่ท้อแท้ พร้อมที่จะกลับไปฝึกฝนใหม่ ในยามชนะ ทำตัวให้เป็นมนุษย์ รู้จักเห็นใจคนอื่น

โสกราตีส (Socrates)

หากพูดถึงปรัชญา เราก็คงต้องคิดว่ามันเป็นเรื่องใหญ่เกินตัว เป็นเรื่องเกี่ยวกับจักรวาล ธรรมชาติ พระเจ้า สิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าชีวิตคนธรรมดา

แต่โสกราตีสยืนยันว่าปรัชญานั้นควรจะนำมาใช้ในชีวิตประจำวันและควรเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับคนธรรมดาทั่วไป

หลายคนอาจใช้ชีวิตผ่านไปแต่ละวันโดยไม่เคยตรวจสอบ ไม่เคยกลับมาคิดถึงสิ่งที่ตัวเองเคยทำลงไป ไม่เคยถามตัวเองว่าทำไมถึงทำ คนเหล่านี้เอาแต่รับความคิด ความเชื่อ หรือคุณค่าจากพ่อแม่ จากสังคม ยอมรับโดยที่ไม่เคยถามสักคำ ไม่สงสัยว่าความเชื่อเหล่านั้นมันผิด หรือมันอาจทำร้ายเราได้

ปรัชญาชีวิต วิธีคิด มุมมองที่มีต่อโลกนี้ ส่งผลต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิตใจ ดังนั้นสิ่งที่เราควรทำเป็นประจำคือตรวจสอบความเชื่อ และตัดสินใจเปลี่ยนถ้ามันไม่สมเหตุสมผล การเปลี่ยนความเชื่อ ทำให้เปลี่ยนอารมณ์ ทำให้เปลี่ยนแปลงสุขภาพกายและสุขภายจิตใจได้

ถึงแม้ว่าเราจะได้รับความเชื่อหรือคุณค่าจากการสืบทอดทางสังคม แต่เราไม่สามารถโทษสังคมได้ เพราะเป็นตัวเราเองที่ยอมรับมันมาทุกวัน มันเป็นความรับผิดชอบของเราที่จะดูแลจิตวิญญาณของตัวเอง

การจะนำเอาปรัชญามาใช้เยียวยาจิตวิญญาณ เราต้องรับผิดชอบต่อตัวเองและรู้จักดูแลตัวเอง เลือกที่จะรับเอาความเชื่อหรือคุณค่าที่มีประโยชน์และมีเหตุผล และทิ้งความเชื่อผิดๆ ที่เป็นเหมือนยาพิษทำร้ายเรา

ปรัชญาในแบบโสกราตีสเป็นปรัชญาเชิงบวก เพราะมันเป็นเหมือนพลังที่จะเยียวยารักษาตัวเราเอง ให้เราได้ตรวจสอบความเชื่อ ให้เราเลือกที่จะเก็บความเชื่อนั้นไว้หรือเปลี่ยนแปลงมัน มันจะทำให้เราเปลี่ยนแปลงอารมณ์ได้

ถึงแม้ว่าจะเคยถูกสอนให้ยกมืออ้อนวอนขอ แต่อย่าลืมว่าเรามีมากกว่าที่เราคิด สามารถพัฒนาตัวเอง ทำเพื่อตัวเราเอง เราทำได้มากกว่านั้น ใช้พลังที่อยู่ภายใน ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาอาศัยปัจจัยภายนอก

แทนที่จะอ้อนวอนขอจากคนอื่น จงอ้อนวอนขอให้ตัวเองลงมือทำ ใช้พลังที่อยู่ภายใน

บางคนอาจไม่เชื่อว่าตัวเองสามารถที่จะเปลี่ยนนิสัย เปลี่ยนความคิด เปลี่ยนพฤติกรรมได้ บางคนไม่เชื่อและต้องยอมรับที่จะทำมันต่อไป ทำความผิดพลาดนั้นต่อไป

สมองมนุษย์มีความสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงได้ เรามีสมองส่วนที่ทำงานอัตโนมัติ จิตใต้สำนึก ส่วนที่ทำตามนิสัยเดิมๆ และเราก็มีสมองส่วนที่รู้ตัวคิดอย่างมีเหตุผล

สมองส่วนที่รู้ตัวจะทำงานช้ากว่าและใช้พลังงานมากกว่า ทำให้เราใช้งานสมองส่วนนี้ไม่บ่อยเท่าสมองส่วนแรก การที่เราจะนำปรัชญามาใช้ให้เกิดผลสำเร็จได้นั้น เราจะต้องอาศัยสมองทั้งสองส่วนทำงานร่วมมือกัน

เอาความเชื่อที่รับมาจากสังคม ตรวจสอบดูว่ามันมีเหตุผลหรือไม่ จากนั้นใช้แง่คิดปรัชญามาแทนที่ ฝึกฝนบ่อยๆ จนกลายเป็ยนิสัยใหม่ ปรัชญาไม่ใช่เพียงแค่รู้และเข้าใจ แต่เป็นการฝึกฝน

ปรัชญาคือการฝึกฝน ฝึกฝนจิตใจในแต่ละวันจนมันกลายเป็นเรื่องง่าย จนกลายเป็นธรรมชาติ

สิ่งที่เราต้องการคือพลังและความกล้าที่จะเปลี่ยน เปลี่ยนนิสัยการคิดแบบเดิมๆ รู้สึกแบบเดิมๆ และทำแบบเดิมๆ

ไม่มีใครจะที่ยอมรับว่าตัวเองคิดผิดได้ง่ายๆ ทำให้เรายึดติดอยู่กับความเชื่อเก่าๆ ถึงแม้มันจะฉุดเราให้ตกต่ำจมลงไป

ถึงแม้ที่ผ่านมาเราจะใช้ชีวิตโดยไม่เคยคิดตรวจสอบเลย แต่ตัวเราก็ยังมีเหตุผลมากพอที่จะเลือกเส้นทางชีวิตที่ฉลาดมากกว่า หากฝึกฝนมากพอ ความสามารถในการใช้เหตุผลของเรา สามารถเอาชนะนิสัยที่รับมาจากยีนส์หรือสิ่งแวดล้อมได้ เรายังมีพื้นที่ที่จะฝึกฝน มีศักยภาพที่จะท้าทายความเชื่อเดิมๆ ฝึกฝนตัวเองให้ฉลาดมากขึ้นและทำให้มีความสุขมากขึ้น

ปรัชญาช่วยให้เราตรวจสอบ ช่วยให้คนธรรมดาได้ใช้ชีวิตที่ดีขึ้นได้ ปรัชญาที่ไม่ใช่แค่เรียนรู้ท่องจำเพื่อไปสอบ แต่เน้นการปฏิบัติ นำไปใช้จริง ปรัชญาพื้นๆ ปรัชญาข้างถนน ที่สอนให้รู้จักใช้ชีวิต ที่ใช้จริงได้ในชีวิตประจำวัน

ความเชื่อที่เรารับมาจากสังคม ความเชื่อที่ถูกต้องเหมาะสมสามารถช่วยให้เราประสบความสำเร็จได้ แต่ความเชื่อผิดๆ ก็ทำให้เราป่วย ทำให้ล้มเหลวได้เช่นกัน

คนเราสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเอง โดยการตรวจสอบความเชื่อ เปลี่ยนแปลงความเชื่อ เรียนรู้ที่จะเอาชนะอารมณ์และพฤติกรรมผิดๆ นิสัยแย่ๆ ได้ สิ่งที่เราต้องรู้คือ

  • มนุษย์สามารถรู้ได้ด้วยตนเอง เราสามารถใช้เหตุผลตรวจสอบความเชื่อและคุณค่าที่เรารับมาโดยไม่รู้ตัว
  • มนุษย์สามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ เราสามารถใช้เหตุผลที่จะเปลี่ยนความเชื่อ และมันจะทำให้เปลี่ยนอารมณ์
  • มนุษย์สามารถสร้างนิสัยใหม่ที่ดีกว่าเดิมได้ นิสัยในการคิด รู้สึกและการกระทำ
  • ถ้าเรายึดหลักปรัชญาในการดำเนินชีวิต เราจะสามารถใช้ชีวิตที่รุ่งเรืองและประสบความสำเร็จได้

บางคนเชื่อว่าสูงสุดคือพระเจ้า จุดหมายของชีวิตคือการได้อยู่ร่วมหรือเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้า บางคนอาจสงสัยว่าพระเจ้าไม่ได้มีอยู่จริง หรือไม่ได้สำคัญกับชีวิตมนุษย์

ถึงแม้ความเชื่อจะแตกต่างกัน แต่โดยพื้นฐานแล้วก็ยังมีสิ่งที่เหมือนกันคือ เรารู้ได้ตัวเอง ใช้เหตุผลตรวจสอบความเชื่อ เปลี่ยนแปลงหากพบว่าความเชื่อนั้นไม่มีประโยชน์ เปลี่ยนแปลงอารมณ์ สร้างนิสัยที่ดีกว่าเดิม

ปรัชญาชีวิตเป็นแนวทางที่จะช่วยให้คนใช้ชีวิตที่ดีและปล่อยให้คนตัดสินใจเอง สิ่งที่เราต้องถามคือ มันช่วยให้เราพัฒนาตัวเองได้ยังไง เราจะนำเอาไปใช้ในชีวิตได้ยังไง

สโตอิก (Stoic)

ไม่มีประโยชน์ที่จะตื่นกลัวในสถานการณ์คับขัน ไม่ต้องตื่นตระหนกในสถานการณ์คับขันที่อยู่นอกเหนือการคบคุม ให้สนใจแต่สิ่งที่ควบคุมได้เท่านั้น

บางคนสามารถควบคุมตัวเองได้เป็นธรรมชาติ มีความอดทนเป็นธรรมชาติ คนที่มองปัญหาเป็นเรื่องท้าทาย บางคนมองความยากลำบากเป็นโอกาสที่จะได้ฝึกฝน

ควบคุมอารมณ์ของตัวเอง ก่อนที่มันจะควบคุมเรา สโตอิกบอกว่าถ้าเราใช้เหตุผลเอาชนะความยึดติดเงื่อนไขภายนอก สถานการณ์ภายนอก สถานการณ์ที่เราไม่ชอบ จะทำให้เราสงบอยู่ได้

สิ่งที่อยู่นอกเหนือการควบคุมเช่น

  • สุขภาพ ร่างกาย
  • ทรัพย์สมบัติ
  • ชื่อเสียง งาน
  • พ่อแม่ เพื่อน เจ้านาย
  • เศรษฐกิจ อากาศ
  • อดีต อนาคต
  • ความจริงที่เราต้องตาย

ถึงแม้ว่าดูแลร่ายกายได้ดี กินอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกาย ตรวจร่างกายเป็นประจำ แต่สุดท้ายร่างกายเราก็ยังคงอ่อนแอและไม่สามารถควบคุมได้ ถึงแม้จะใช้ความพยายามสักเท่าไหร่ ร่างกายก็จะต้องตายไป

สิ่งที่เราควบคุมได้คือ ความเชื่อ ถึงจะมีแค่นี้ แต่นั่นก็เป็นพื้นฐานสำหรับอิสระภาพในการใช้ชีวิต เรียนรู้ที่จะอยู่เหนือความคิดและความเชื่อของตัวเอง เราต่างก็มีตัวเลือก มีทางเลือก มีอิสระที่จะคิด เลือกที่จะเชื่อ

สโตอิกเชื่อว่าไม่มีใครที่จะฝืนบังคับให้เราเชื่อได้ ไม่มีใครจะมาล้างสมองเรา หากเรารู้จักป้องกันขัดขืน

รู้จักยอมรับในส่วนที่อยู่นอกเหนือการควบคุม สถานการณ์ภายนอกที่เราไม่สามารถควบคุมได้ เราอาจชี้นำเปลี่ยนแปลงบางอย่างได้แต่ก็ไม่ใช่ทุกอย่าง ต้องยอมรับว่ามันจะมีสิ่งที่ทำให้เราโกรธ กลัว หรือทำให้ชีวิตแย่ลง ทำให้สิ้นหวัง

ความทุกข์เกิดขึ้นจากการที่เราทำผิดพลาด จากการพยายามควบคุมสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ ทำให้เรารู้สึกท้อ รู้สึกว่าไม่สามารถทำอะไรได้ รู้สึกโกรธ รู้สึกผิด กังวลและเศร้า

ความทุกข์เกิดขึ้นเพราะเราไม่รับผิดชอบ ไม่ควบคุมสิ่งที่เราควบคุมได้ นั่นคือความคิดและความเชื่อของเราเอง แต่เราดันโทษปัจจัยภายนอก โทษพ่อแม่ เพื่อน เจ้านาย เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม ระบบการศึกษา สุดท้ายกลายเป็นคนที่ไม่สามารถทำอะไรได้ กลายเป็นเหยื่อ ตกเป็นทาสของสถานการณ์

สโตอิกสอนให้เราควบคุมตัวเอง ควบคุมจิตใจและยอมรับความจริง ไม่ว่าเรื่องเล็กน้อยหรือใหญ่สโตอิกสอนให้เราเอาชนะความยากลำบาก

สโตอิกเชื่อว่าการที่เราสนใจและเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เราควบคุมได้และยอมรับว่ามีบางอย่างอยู่นอกเหนือการควบคุม จะช่วยให้เราหลีกเลี่ยงความสับสน ทำให้เพิ่มประสิทธิภาพของการใช้ชีวิต

ชื่อเสียง สุขภาพร่างกาย ความมั่งคั่ง ต่างเป็นปัจจัยที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของเราเอง มันจะเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ

แต่สิ่งที่เราควบคุมได้คือความคิดของเราเอง สำหรับสโตอิก นี่เป็นสิ่งเดียวที่เราควบคุมได้ และเป็นความรับผิดชอบของแต่ละคน

หากเราตกงาน เราอาจโทษระบบเศรษฐกิจหรือการเมือง แต่บ่นไปก็ช่วยอะไรไม่ได้ ทำอะไรไม่ได้ สโตอิกบอกให้เรายอมรับชะตา และเริ่มต้นค้นหาทางหรืออนาคตใหม่

ถึงแม้จะตกงาน แต่จะเครียดไปทำไม สโตอิกบอกว่ามันเป็นเพราะความคาดหวังที่เกินจริง เป็นเพราะเราหวังว่าการงานจะมั่นคงตลอดไป

สโตอิกช่วยให้เราระลึกอยู่เสมอถึงธรรมชาติของความจริง ช่วยให้หลีกเลี่ยงไม่ให้กลายเป็นคนเจ้าอารมณ์ที่ยึดติดอยู่กับสถานะในปัจจุบัน

การฝึกฝนโดยระลึกอยู่เสมอว่าสักวันเราจะต้องพ่ายแพ้ สูญเสีย เจ็บปวด หรือตาย นั่นจะทำให้เราเตรียมตัวพร้อมเสมอ การฝึกฝนจิตใจก็เหมือนกับฝึกฝนร่างกาย จะต้องฝึกฝนบ่อยๆ

ตรวจสอบพัฒนาการของตัวเองอยู่เสมอ จดบันทึกผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น ต่อไปถ้ามันไม่ใช่อย่างที่เราคิด ก็รู้จักยอมรับในชะตาและเริ่มต้นใหม่ต่อจากนั้น

สโตอิกมองโลกในแง่ดี เชื่อว่าธรรมชาติสร้างเรามาให้มีสติ ให้ใช้เหตุผล และเลือกทำได้อย่างอิสระ ทำให้เราปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมหรือสถานการณ์ต่างๆ เพื่อทำให้เราใช้ชีวิตที่มีความสุขบนโลกใบนี้

อย่าเป็นคนที่โมโหง่าย อย่าเป็นคนที่ไม่มีความยืดหยุ่น ยึดติดอยู่กับความอยากความต้องการของตัวเอง คนที่มีปรัชญาชีวิตคือคนที่ยืดหยุ่น รู้ว่าเมื่อไหร่ที่ควรหลบหลีก รู้จักเปลี่ยนไปตามกระแสลม รู้จักที่จะไหลไปตามกระแสน้ำ รู้ว่าเมื่อไหร่ที่ควรยืนหยัด

สโตอิกไม่ได้สอนให้อดกลั้น แต่ให้รู้ว่าอารมณ์เป็นสิ่งที่เกิดขึ้น และไม่ต้องปิดกั้น แต่ให้เปลี่ยนแปลงมัน เปลี่ยนแปลงการแสดงออกทางอารมณ์ที่เหมาะสม ที่มีประโยชน์กับสถานการณ์นั้นๆ ใช้ความแข็งแกร่งจากภายใน เพื่อเผชิญหน้ากับความยากลำบาก

I am the master of my fate, I am the captain of my soul.

เตือนตัวเองอยู่เสมอ อะไรคือสิ่งที่เราควบคุมได้ และอะไรที่อยู่นอกเหนือการควบคุม

ในยามยากลำบาก ให้ทำสิ่งที่ทำได้เพื่อทำให้สถานการณ์มันดีขึ้น ถ้าต้องทำงานที่ไม่ชอบ ก็พยามหาทางลาออก ถ้าโดนรังแกก็ต้องบอกให้คนอื่นรู้หรือเผชิญหน้ากับคนที่รังแก

แต่หลายครั้งเราก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ได้ทันที โดยเฉพาะสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว เราก็ต้องอดทน รอเวลา รอให้สถานการณ์มันปลี่ยน ในระหว่างนั้นเราสามารถใช้โอกาสนี้ พัฒนาตัวเอง ยกระดับจิตใจ ถีบตัวเองให้สูงขึ้นไปเหนือสถานการณ์แย่ๆ เหล่านั้น ใช้ความยากลำบากให้เป็นโอกาสในการฝึกฝนตัวเอง รู้ว่าเรามีอิสระที่จะเลือก

อย่าโทษตัวเองที่ไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ สิ่งที่มันเกิดขึ้นไม่ใช่ความผิดเราทั้งหมด แต่ก็อย่าโทษคนอื่น อย่าใช้คนอื่นเป็นข้ออ้าง

เราจะต้องรับผิดชอบต่อการแสดงออก ต่อการคิดการกระทำของเรา ไม่มีประโยชน์ที่จะเป็นทุกข์ในเรื่องคนอื่น ไม่มีประโยชน์ที่จะไปกล่าวโทษใคร เราเลือกได้ที่จะทำแตกต่างจากสิ่งที่พ่อแม่เคยทำมา

เอพิคิวรัส (Epicurus)

ชีวิตที่มีความสุขคือการมีเพื่อนที่ดี

เอพิคิวรัสสอนให้มีความสุขอยู่กับปัจจุบัน เชื่อในไลฟ์สไตล์แบบสังคมสุขนิยมที่มีเหตุผล ไม่ใช่ความสุขที่เกิดจากความสนุกสนาน การได้กินดื่ม แต่เป็นความสุขที่มีเหตุผล ความสมดุลระหว่างความพึงพอใจในระยะสั้นและในระยะยาว ความรู้สึกดีที่ไม่มีทุกข์และตัวเองยังมีชีวิตอยู่

ความพึงพอใจที่ไร้เหตุผล เช่นการสูบบุหรี่ ความรู้สึกดีชั่วครู่ที่ทำให้ต้องการมากขึ้นเรื่อยๆ แต่เราต้องสังเวยสุขภาพ ซึ่งเป็นความสุขความพึงพอใจในระยะยาว

เอพิคิวรัสไม่เชื่อในชีวิตหลังความตาย ไม่เชื่อว่ามีพระเจ้าที่จะตัดสินโทษ ตายไปแล้วไม่มีอะไรที่ต้องทำ ดังนั้นเราไม่จำเป็นต้องทำอะไรเผื่อไว้หลังความตาย ทำให้เราเป็นอิสระที่จะแสวงหาความสุขบนโลกใบนี้ ที่นี่ ในเวลานี้

เอพิคิวรัสบอกไว้ว่าเราอยู่บนโลกใบนี้ได้แค่ไม่กี่ปีก่อนที่จะจากไป และในขณะที่มีชีวิตอยู่นั้น ไม่มีอะไรที่เราจำเป็นต้องทำ ไม่จำเป็นต้องทำให้ใครพอใจ ไม่ต้องทำตามคำสั่งสอนของใคร เราเลือกที่จะทำสิ่งที่ทำให้มีความสุขได้เอง

ไม่ต้องกลัวชีวิตในโลกหน้า ไม่ต้องใส่ใจกับบาปบุญที่สะสมในโลกหน้า มันจะทำให้เราไม่กลัวที่จะใช้ชีวิตเพื่อตัวเอง แต่ความสุขนั้นไม่ใช่เพียงแค่ความพึงพอใจที่รับรู้ได้ทางกายเท่านั้น แต่หมายถึงการที่ไม่มีทุกข์ ไม่มีความเจ็บปวดทางกายและทางใจ คือการมีสติ มีเหตุผลที่จะเลือก หลบหลีก และทิ้งความเชื่อผิดๆ ที่มันจะทำให้เกิดความทุกข์ครอบงำจิตใจ

เอพิคิวรัสยังเชื่อว่าการไม่สนใจปัจจุบันทำให้เราไม่มีความสุข เรามักจะผัดวันประกันพรุ่งที่จะมีความสุข เช่น เราออมเงินเพื่อจะได้ไปเที่ยววันหยุด ทำงานหนักในวันนี้เพียงเพื่อจะได้ใช้ชีวิตที่มีความสุขในวัยเกษียณ

การนึกถึงอนาคตมีแต่จะทำให้เสียเวลาในปัจจุบัน ดังนั้นเราจึงใช้ชีวิตให้เต็มที่ในตอนที่เราทำได้

และอดีตก็ผ่านไปแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตไม่สามารถรั้งเราไว้ได้ เราต่างก็ใช้ชีวิตในโลกนี้เพียงไม่กี่ปี เราจึงควรใช้มันทำสิ่งที่จะทำให้มีความสุข

ใช้ช่วงเวลานี้ ไม่ว่าจะทำอะไรก็ขอให้หยุด ขอบคุณและเห็นคุณค่า ซาบซึ้งที่เรายังมีชีวิตอยู่

ปรัชญาชีวิตช่วยให้เรามีความสุขได้โดยการขจัดความเชื่อผิดๆ ให้หมดไป ความเชื่อที่มันจะกระทบต่ออารมณ์ อารมณ์ที่ถูกรบกวน

ปรัชญาชีวิตช่วยให้เราเป็นอิสระที่จะใช้ชีวิตอย่างพอเพียงและสงบ เราจะต้องฝึกฝน มุ่งที่จะทำสิ่งที่นำความสุขมาให้ ความพยายามที่จะมีชีวิตที่พึงพอใจ หลายครั้งที่เราแสวงหาความสุขจากที่ผิดๆ หลายครั้งที่ตัดสินใจผิดพลาด ทำให้กระทบต่ออารมณ์ ดังนั้นเราจึงต้องพยายามใช้เหตุผลในการแสวงหาความสุข

การที่จะมีชีวิตที่สงบได้นั้น จะต้องรู้จักตรวจสอบความต้องการของตัวเองอยู่เสมอ ถามตัวเองว่าสิ่งที่ต้องการนั้นมันจำเป็นหรือไม่ ความพึงพอใจนั้นจะนำพาเราไปที่ไหน มันจะทำให้เกิดความทุกข์ความเจ็บปวดในภายหลังหรือเปล่า ถ้าสูบบุหรี่แล้วทำให้พึงพอใจ แต่มันจะคุ้มหรือเปล่ากับสุขภาพที่แย่ลง ต้องรู้จักคิดถึงความพึงพอใจกับความความเจ็บปวดที่จะได้รับในวันข้างหน้า

เราเป็นทาสต่อรสนิยมของตัวเอง ต่อความเป็นอยู่ที่ดี ชีวิตที่ฟุ่มเฟือย และเรากลัวว่าจะสูญเสียมันไป การจะใช้ชีวิตให้มีความสงบได้นั้น จำเป็นต้องมีเหตุผลเรียนรู้ที่จะจำกัดความต้องการของตัวเอง เรียนรู้ที่จะกินอยู่ง่ายๆ เท่าที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย เพียงพอที่จะทำให้มีสุขภาพที่ดี

ยิ่งความต้องการเรียบง่ายเท่าไหร่ เราก็จะได้มันมาง่ายๆ ไม่ต้องทำงานหนัก ไม่ต้องทำอะไรมาก ทำให้มีเวลาที่จะใช้ทำอย่างอื่น ได้ใช้เวลากับเพื่อนๆ สิ่งที่เราต้องการสำหรับการมีชีวิตที่ดีนั้น คือความมั่นคงพื้นฐาน มีสุขภาพที่ดี มีเพื่อน โดยเฉพาะเพื่อนซึ่งเป็นหัวใจสำคัญ

การมีเพื่อน มิตรภาพที่ดี สำคัญมากกว่าความสัมพันธ์แบบคู่ครอง ที่มักจะนำไปสู่ความอิจฉาและทำให้อารมณ์พลุ่งพล่าน

เราตัดสินใจได้แย่ในการที่จะใช้ชีวิตที่ดี นอกจากนั้นเราก็ยังหาข้ออ้างเก่งที่จะอธิบายว่าทำไมชีวิตเราจึงไม่มีความสุข เรามัวแต่รอเวลาที่จะมีความสุข บอกตัวเองให้ทำสิ่งที่ต้องทำวันนี้เพื่อให้มีชีวิตที่ดีในอนาคต รอวันที่เราได้รับการเลื่อนขั้น วันที่ได้เงินเดือนเยอะๆ ตอนที่เรารวย ตอนที่เกษียณแล้ว

เราลืมที่จะมีความสุขในปัจจุบัน ทำไมเราจึงทิ้งความสุขที่หาได้ในวันนี้ไป หรือบางคนไม่มีความสุขเพราะมีอดีตขัดขวาง ไม่มีความสุขเพราะเคยถูกรังแก เพราะพ่อแม่ใจร้าย แต่ถามตัวเองว่าตอนนี้เรายังถูกรังแกอยู่หรือเปล่า พ่อแม่เรายังคงควบคุมชีวิตเราอยู่หรือเปล่า คนเหล่านั้นไม่ได้ใจร้ายกับเรา ตอนนี้มีแต่ตัวเราเท่านั้นที่ใจร้ายกับตัวเอง ทำตัวเองให้สิ้นหวัง แล้วทำไมเราถึงไม่รู้จักพัก ปล่อยให้ตัวเองมีความสุขบ้าง

จะมีประโยชน์อะไรที่จะลากเอาความทุกข์ที่จบไปแล้ว

เช่นเดียวกับพุทธ ปรัชญาของเอพิคิวรัสนำเราเข้าสู่ปัจจุบัน ให้เชื่อในสิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้ อดีตเป็นสิ่งที่ไร้ความหมาย อนาคตก็เป็นเรื่องงมงาย สิ่งที่อธิบายสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้ดีที่สุดคือในตอนนี้

เราทำลายความสุขของตัวเองเพราะมัวแต่กังวลต่ออนาคต ถ้าวันข้างหน้าเราทำผิดพลาด ถ้าเกิดป่วย ถ้าคนรักทิ้งไป ถ้าเกิดตายไปล่ะ เอพิคิวรัสขอให้จิตวิญญาณที่มีความสุขในปัจจุบันเรียนรู้ที่จะเกลียดความกลัวกังวลกับชีวิตในวันข้างหน้า

ความตายไม่ใช่อะไรเลย หลังความตายเราจะไม่เป็นอะไร การที่ไม่เป็นอะไรเลยไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัว ดังนั้นเราจึงควรใช้ชีวิตอย่างมีความสุข สนุกไปกับการใช้ชีวิต แสวงหาความพึงพอใจอย่างมีสติมีเหตุผล ใช้ปัญญาหลีกเลี่ยงสิ่งที่จะทำให้เราติดกับ อย่ายึดติดอยู่กับความร่ำรวยทางโลก หรือความงมงายทางศาสนา หรือความลุ่มหลงต่อความสัมพันธ์ ที่มักจะทำให้เกิดความทกข์ได้มากกว่าความสุข

การจะมีความสุขได้นั้น เราไม่จำเป็นต้องถามตัวเองอยู่ตลอดเวลาว่าเรามีความสุขหรือไม่ ไม่จำเป็นต้องนึกถึงมันตลอดเวลา

ปรัชญาชีวิตยังมีอีก

ในหนังสือ Philosophy for Life and Other Dangerous Situations: Ancient Philosophy for Modern Problems ยังมีปรัชญาชีวิตที่น่าสนใจอีก เช่น

พลูทาร์ก (Plutarch) ที่แสดงให้เราเห็นความสำคัญของการมีบุคคลตัวอย่าง อริสโตเติล (Aristotle) สอนให้เรารู้ว่าชีวิตที่ดีนั้นตั้งอยู่บนสังคมของคนประสบความสำเร็จ

เราคงเคยเห็นภาพโลกใบนี้จากอวกาศบ้าง เป็นเวลาหลายพันปีที่ผู้คนพยายามมองชีวิตของตัวเองจากมุมมองที่ไกลออกไป จนทำให้ชีวิตของตัวเองนั้นเล็กและสั้นและไม่มีความสำคัญ

มุมมองจากข้างบนหรือที่ไกลออกไป ไกลจนทำให้เราแต่ละคนกลายเป็นจุดเดียวกัน จากมุมมองที่ไกลอนันต์ ทำให้เราเข้าใจว่าชีวิตเรานั้นเป็นเพียงแสงแว่บนึง เหมือนกับแสงแฟลชที่เกิดขึ้นในความมืดเพียงชั่วครู่ และความกังวลในชีวิตแต่ละวันนั้นก็กลายเป็นไม่มีความสำคัญ

การใช้ระยะทางช่วยให้หยุดกังวลปัญหาของตัวเองที่เกิดขึ้น ปัญหามันอาจเกิดขึ้นกับเราตอนนี้ แต่ในระดับจักรวาล มันไม่มีความสำคัญอะไรเลย

ต่อไปถ้าทำผิดพลาดและท้อแท้ ลองจินตนาการ นึกถึงตัวเองว่าเป็นเพียงจุดเล็กๆ ในโลกใบนี้ และถามตัวเองว่า ความผิดพลาดนี้มันสำคัญจริงๆ หรือเปล่า

Like what you read? Please share it with your friends so we can get their thoughts!

Previous ArticleNext Article

Leave a Reply

Your email address will not be published.